Burnout ไม่ได้เกิดจากงานยาก แต่เกิดจาก “วิธีที่เราต้องทำงาน”
Burnout ไม่ได้เกิดจากงานยาก แต่เกิดจาก “วิธีที่เราต้องทำงาน”
งานวิจัยด้านจิตวิทยาองค์กรจำนวนมากชี้ตรงกันว่า
ภาวะหมดไฟ (Burnout) ไม่ได้เกิดจากความยากของงานเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก วิธีการทำงาน และ สภาพแวดล้อม ที่คนต้องเผชิญซ้ำ ๆ ทุกวัน
คนจำนวนมากไม่ได้เหนื่อยเพราะงานหนัก แต่เหนื่อยเพราะรู้สึกว่า
“กำลังใช้พลังไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และไม่เห็นผลลัพธ์”

เมื่อกระบวนการทำงาน “ซ้ำซ้อน แต่เปลี่ยนไม่ได้”
Maslach & Leiter (1997) ซึ่งเป็นงานวิจัยคลาสสิกด้าน Burnout ระบุว่า
หนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะหมดไฟ คือ การทำงานซ้ำในกระบวนการที่บุคลากรไม่สามารถควบคุม
ปรับปรุง หรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้ เมื่อคนทำงานรู้ว่ากำลังเสียเวลาไปกับขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
แต่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงระบบนั้น
“ความเหนื่อยล้าทางจิตใจจะสะสมขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
ไม่ใช่เพราะทำงานไม่ไหวแต่เพราะ รู้ว่างานที่ทำ “ควรจะดีกว่านี้ได้” แต่ทำอะไรไม่ได้
เมื่อทีมทำงานร่วมกันโดย “ไม่เห็นภาพเดียวกัน”
รายงานของ Gallup (2023) พบว่าพนักงานที่
- ไม่เข้าใจเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจน
- ไม่เห็นภาพกระบวนการทำงานทั้งหมด
- หรือไม่แน่ใจว่าบทบาทของตนเองเชื่อมกับคนอื่นอย่างไร
“มีโอกาสเกิด Burnout สูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ”
เพราะความไม่ชัดเจน ทำให้คนต้องใช้พลังไปกับการ “เดา” แทนที่จะ “สร้างผลงาน”
ฐานข้อมูลที่ดี ช่วยให้ “ความพยายามเห็นผล”
ตามแนวคิดของ Self-Determination Theory
มนุษย์ต้องการเห็นผลของความพยายามอย่างชัดเจน
- ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นโครงสร้างเดียวกัน
- ความคืบหน้าและผลลัพธ์มองเห็นได้
- ทีมเห็นผลกระทบของงานตนเองต่อภาพรวม
- ลดงาน manual ที่ไม่สร้างคุณค่า
เมื่อคนเห็นว่างานของตนเองถูกนำไปใช้จริง แรงจูงใจภายในจะเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องบังคับไม่เพียงช่วยลด Burnout แต่ยังช่วยให้องค์กรใช้ศักยภาพของคนได้อย่างเต็มที่และยั่งยืน